วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2552

ประสบการณ์การเรียนต่อ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา 2

กลับมาพบกันอีกครั้งนะครับกับเรื่องราวการไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ฉบับนี้จะพูดมาพูดกันถึงเรื่องมุมมองเกี่ยวกับการศึกษาของอเมริกา มุมมองที่มีต่อเพื่อนต่างชาติ ประโยชน์ที่ได้รับจากการไปศึกษาต่อ และที่สำคัญคือขั้นตอนการสมัครเรียนกับมหาวิทยาลัย และการเตรียมตัวก่อนเดินทาง
ถึงแม้ว่าเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีและการสื่อสารในปัจจุบันจะทำให้การศึกษาของประเทศทั่วโลกมีคุณภาพที่เท่าเทียมกันมากยิ่งขึ้น (Level the playing field) เห็นได้ชัดจากการที่ประเทศจีนที่มีอัตราการผลิตนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรออกมามากที่สุดในโลกในตอนนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าอเมริกายังคงเป็นผู้นำทางด้านสถาบันการศึกษาและการวิจัยของโลกอยู่ (Educational and Research Institute) การที่อเมริกามีจำนวนงานวิจัย (Research Publication) มากที่สุดในโลกนั้น ทำให้มหาวิยาลัยอเมริกาได้รับงบประมาณ (Funding) ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
การศึกษาของอเมริกันนั้นเน้นมากในเรื่องของการให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็น (Participatory) นักเรียนเกือบทุกคนพร้อมและกล้าที่จะยกมือแสดงความคิดเห็น (หรือปกป้องความเห็นของตน) และสนทนากันอย่างเสรีในชั้นเรียน ไม่ต้องกลัวว่าใครจะปล่อยไก่ อาจารย์ผู้สอนจะคอยตั้งคำถามในนักเรียนได้พยายามคิดนอกกรอบอยู่เสมอ (Think out of the box) และไม่เน้นทฤษฏีมากเท่ากับผลของการปฏิบัติ (Results-oriented) เวลาทำงานกันเป็นทีม ความเห็นของผู้ร่วมทีมทุกคนถือเป็นพระเจ้า ใครไม่แสดงความเห็นคือคนไม่ฉลาด นี่คือข้อดีอย่างมากของการศึกษาของอเมริกัน ซึ่งนอกจากนักเรียนจะได้รับความรู้จากอาจารย์ผู้สอนแล้ว ยังได้ฟังความคิดเห็นของนักเรียนคนอื่นอย่างกว้างขวาง ทำให้เด็กอเมริกันค่อนข้างจะมีความคิดเป็นผู้ใหญ่กว่าตัวมาก รวมทั้งมองอะไรจากหลายๆมุมเนื่องจากได้บริหารสมองส่วนการแสดงความคิดเห็นอยู่เสมอ ยอมรับว่าตอนที่ไปเรียนช่วงแรกนั้น ก็รู้สึกไม่ค่อยคุ้นเคยกับระบบนี้เท่าไรนัก เราก็จะคล้ายๆกับเพื่อนๆชาวเอเซียตะวันออกและคนไทยคนอื่นๆ ที่มักเอาแต่นั่งหน้าใส แล้วก็จดเลคเชอร์อย่างเดียว class ไหนที่มีเด็กเอเซียเยอะก็จะค่อนข้างเงียบ ถามว่าทำไมจึงไม่พูดกัน ก็คงจะเป็นเพราะยังไม่มั่นใจทั้งในเรื่องของภาษา เพราะต้องพูดแบบค่อนข้างเป็นวิชาการ รวมทั้งไม่มั่นใจเกี่ยวองค์ความรู้เฉพาะด้านที่ยังถือว่าค่อนข้างใหม่กับตัวเรา
การศึกษาในระดับปริญญาโทที่ประเทศอเมริกานั้น ถือว่าต่างจากการศึกษาในระดับปริญญาตรีค่อนข้างมากครับ ปริญญาตรีจะเน้นการได้รับความองค์ความรู้จากอาจารย์ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ และเรียนรู้เองประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนปริญญาโทนั้น จะเน้นการได้รับความรู้จากอาจารย์แค่ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ และเรียนรู้ด้วยตนเองอีกประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนปริญญาเอกนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะถือว่าต้องสามารถผลิตองค์ความรู้ใหม่ๆออกมาและเรียนรู้ด้วยตัวเองประมาณ 99 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการศึกษาในระดับปริญญาโทจึงต้องอาศัยวินัยในการเรียนมากพอสมควร หน้าที่ของอาจารย์ไม่ใช่เข้ามาในห้องเรียนแล้วเล่าทุกอย่างที่ตนเองรู้ อาจารย์จะเป็นเพียงผู้ที่ถ่ายทอดและนำเสนอสิ่งที่มีความสำคัญ บอกเราว่าเนื้อหาอะไรที่เราจะต้องเน้นเป็นพิเศษ ใครคือผู้เขียนที่มีความสำคัญในสาขานั้นๆ บทความอะไรที่ควรจะต้องอ่าน แหล่งความรู้เพิ่มเติมอยู่ที่ใด หน้าที่ของเราผู้เป็นนักเรียนคือ ต้องทำการบ้านมาก่อนเข้าเรียน อ่านบทความและหนังสือที่อาจารย์สั่งให้อ่าน และทำการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ตอนแรกที่ไปใหม่ๆก็คิดว่า ไม่เห็นจำเป็นเลย เดี๋ยวไปนั่ง ชิว ชิว ฟังอาจารย์พูดในห้องก็ได้ ปรากฏว่า เอ๋อแด๊ก ไม่รู้เรื่องเลยครับท่าน อาจารย์ไม่เท้าความอะไรทั้งสิ้น มาถึงก็ถามเลยว่านักเรียนมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับบทความนั้นๆ แล้วใครจะไปรู้หละ ก็ไม่ได้อ่านมาสักหน้านี่ครับ หลังจากนั้นมาก็เลย ผมก็เลยต้องเริ่มขยันมากขึ้น จะได้เรียนรู้เรื่องเหมือนคนอื่นเขา
ประโยชน์ที่ได้รับจากการไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกายังมีอีกหลายข้อด้วยกันครับ เรื่องแรกก็คือการได้เรียนกับอาจารย์ที่มีชื่อเสียง เป็นผู้ที่เขียนหนังสือหรือบทความดังๆ รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทใหญ่ๆในอเมริกา ทำให้เราได้รับมุมมองความคิดที่ทันสมัยและเป็นนวัตกรรทจากคนเหล่านี้มาเยอะเหมือนกัน นอกจากนั้นก็ยังได้มีโอกาสพบกับแขกที่มาบรรยาย (Guest Lecturer) ซึ่งมักจะเป็นผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่ในอเมริกา อาธิเช่น Microsoft, Starbucks, Intel, IBM หรือ American Express มาเล่าประสบการณ์การทำงานจริงๆให้นักเรียนฟัง ซึ่งถือว่าเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่ามาก แต่ประสบการณ์ที่ผมคิดว่าดีที่สุดก็คือการได้มีเวลาเป็นของตัวเองมากขึ้น เนื่องจากไม่ต้องแบ่งเวลาให้คนโน้นคนนี้มากเท่าตอนอยู่ที่เมืองไทย ทำให้มีเวลานั่นย้อนคิด (Time to reflect on yourself) เปรียบเทียบสิ่งที่กำลังเรียนอยู่กับงานจริงๆที่เราเคยทำ รวมทั้งย้อนมองตัวเองว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร
เรื่องหนึ่งที่ไม่เคยรู้เลย ก็คือราคาของหนังสือเรียน (Textbooks) ที่อเมริกานั้นแพงเอามากๆ ถ้าซื้อจากร้านขายหนังสือของมหาลัย บางเล่มเขาขายกันเป็นร้อยดอลลาร์ งบประมาณที่ ก.พ. ให้ไปก็แค่ปีละ 375 ดอลลาร์ เรียกได้ว่าไม่มีทางพอ ทางออกก็คือ ต้องซื้อ online จาก website ที่ขายหนังสือเช่น amazon.com หรือ half.com ซึ่งเป็นหนังสือมือสอง (หรือสาม…..) แต่สภาพยังน่าอ่านมากๆและมีราคาถูกกว่าประมาณ 3-4 เท่าตัว พอจบเทอมก็เอาไปขายต่อให้ผู้อื่นเป็นวิทยาทาน หรือถ้าชอบหนังสือเล่มนั้นมากๆก็ต้องยอมเก็บไว้ หลายๆคนคงคิดว่า แล้วทำไมไม่เอาไปถ่ายเอกสาร ก็ขอบอกเลยว่าค่าถ่ายเอกสารที่อเมริกาแพงมากๆและก็ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เขียนด้วย จะไปยืมอ่านในห้องสมุดก็อ่านได้ครั้งละไม่เกิน 2 ช.ม.เพราะถือว่าเป็นหนังสือเรียนที่ต้องเก็บไว้ในห้องสมุดให้ทุกคนได้อ่าน (On-reserve books)
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะมาเล่าสู่กันฟังก็คือเรื่องของมุมมองต่อเพื่อนนักเรียนต่างชาติ ผมเองก็ได้รู้จักเพื่อนต่างชาติดีๆมาหลายคนเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นอเมริกัน จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน หรือยุโรป (มีนักเรียนจากชาติเหล่านี้มากมายเหลือเกินในอเมริกา) ถึงแม้เราจะสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษเหมือนๆกัน แต่ทว่าแต่ละชาตินั้นก็จะมีลักษณะที่แตกต่างกันไปอย่างชัดเจน คนอเมริกันนั้นจะตรงมาก ไม่ค่อยเกรงใจใคร คิดอย่างไรก็จะพูดอย่างนั้น ถือเป็นทั้งข้อดี (และข้อเสียสำหรับสังคมไทย) จะสนใจผลลัพท์ของงานมากกว่าวิธีการ คนอเมริกันจะค่อนข้างปัจเจกนิยม ผิวเผิน และไม่ค่อยจะสนใจความเป็นไปของวัฒนธรรมอื่นๆ เพื่อนอเมริกันที่ผมสนิทด้วยก็จะมีนิสัยค่อนข้างตรงกันข้ามกับที่ผมเอ่ยมาทั้งหมด ส่วนคนจีนแผ่นดินใหญ่นั้น จะค่อนข้างคล้ายคนไทย แต่จุดเด่นคือเรื่องของความเป็นชาตินิยม (Nationalistic) จะยอมไม่ได้เลยหากใครจะบอกว่าไต้หวันเป็นรัฐอิสระ คนจีนนั้นเรียบร้อยและอนุรักษ์นิยมมากในเรื่องความคิด (เพราะเคยเป็นประเทศปิด) ดังนั้นจึงออกจะดูเชยๆ ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าคนจีนฉลาดมาก แต่มักจะถ่อมตน ดูสบายๆและไม่ขยันเรียนมากนัก เวลาทำข้อสอบมักจะบอกว่าทำไม่ได้ (แต่เห็นคะแนนดีตลอด) ส่วนคนจีนใต้หวันจะดูทันสมัยมากกว่าคนจีนเยอะโดยเฉพาะเรื่องการแต่งตัว คนอินเดียจะเป็นอะไรที่ตรงข้ามกับคนจีนมากๆ คนอินเดียฃดูเหมือนมีพลังมาก ทะเยอทะยานตลอดเวลา ทำกิจกรรมเยอะและขยันเรียน คนอินเดียจะพูดเยอะในชั้นเรียน (เพราะพูดภาษาอังกฤษประหนึ่งภาษาแม่ ถึงแม้จะคนอื่นจะฟังไม่ค่อยออก) และอีกเช่นกันครับผมมีเพื่อนซี้ชาวอินเดียอยู่หนึ่งคนที่มีลักษณะตรงกันข้ามกับที่เอ่ยมา คนจีนและคนอินเดียนั้นจะได้รับการยอมรับมากจากบรรดากลุ่มนายจ้าง (Employer) ในอเมริกามาก เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศนี้กำลังการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเวลาสมัครงานจึงเสมือนมีสิทธิพิเศษ นักเรียนญี่ปุ่นก็มาศึกษาต่อที่อเมริกากันมากเหมือนกันนะครับ นักเรียนญี่ปุ่นถือว่าอยู่อเมริกาได้อย่างสบายกระเป๋าเพราะค่าครองชีพที่อเมริกานั้นถือว่าต่ำกว่าที่ญี่ป่น คนญี่ปุ่นฉลาด น่ารัก ทันสมัยและปรับตัวเข้ากับอะไรง่าย มีบุคลิกร่าเริงตลอดเวลา ผมว่าคนเกาหลีใต้ก็ออกจะดูคล้ายๆคนญี่ปุ่นนี่ล่ะ สุดท้ายคือนักเรียนจากสิงค์โปร์ กลุ่มนี้จะดูเหมือนคนจีนทุกอย่าง แต่ดูจะทะเยอทะยาน พูดมากแพราะภาษาอังกฤษดี เหมือนเวอร์ชั่นคนอินเดียรวมกับคนจีนแผ่นดินใหญ่ กล่าวโดยสรุปแล้วผมว่าผมเข้ากับคนจีนและคนญี่ปุ่นได้ง่ายที่สุดครับ
คำถามหนึ่งที่ผมที่ผมได้รับจากบุคคลรอบข้างบ่อยมากก็คือ ไปล้างจานมาหรือเปล่า ก็อดขำไม่ได้ เพราะว่าเดี๋ยวนี้ใม่เห็นมีนักเรียนไทยที่ไหนไปล้างจานกันสักคน คือว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้วจริงๆนะครับ เมื่อก่อนนี้เป็นเรื่องจริงครับที่นักเรียนไทยมักจะไปล้างจานเพื่อหารายได้พิเศษในยามว่าง แต่ตอนนี้พวกเขาได้ Upgrade ตัวเองขึ้นมานิดหนึ่งแล้ว โดยหันกันไปเป็นเด็กเสิร์ฟกัน และอีกหลายคนก็ทำงานช่วยงานอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเพื่อหารายได้พิเศษ (Research Assistant) ซึ่งผมเองก็ทำมาแล้วทั้ง 2 อย่าง ส่วนตัวแล้วผมคิดว่ามีปัจจัยของความเปลี่ยนแปลงนี้อยู่ 2 ประการคือ จำนวนร้านอาหารไทยในอเมริกานั้นมีมากขึ้นเยอะ และการที่นักเรียนไทยได้รับการยอมรับมากขึ้นในเรื่องของภาษาอังกฤษ ส่วนงานล้างจานในปัจจุบันนี้นั้นจะเป็นงานของคนเม็กซิกันเสียส่วนมาก (และเรามักเรียกพวกเขาว่าพี่ใต้) การทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านอาหารไทยนี่ถือว่าดีกว่าที่ผมคิดเอาไว้เยอะนะครับ เพราะอาหารการกินก็ฟรี รายได้ก็ถือว่าดีมาก (ถึงแม้จะต้องยืนตรากตรำกันทั้งวัน) รวมทั้งเจ้าของร้านก็ให้เกียรติพวกเราในระดับที่พอรับได้ อยากจะขอเล่าให้ฟังว่าประสบการณ์เปิ่นๆเกี่ยวกับการเสิร์ฟอาหารก็มีอยู่เยอะมากนะครับ เริ่มตั้งแต่วันแรกก็ทำแก้วน้ำหกใส่ลงไปที่เป้าของลูกค้าสุภาพสตรี โชคดีที่ไม่โดนเอาเรื่องเอาราว ดังนั้นอย่าคิดว่าการเป็นเด็กเสิร์ฟเป็นเรื่องง่ายนะครับ ต้องผ่านการฝึกอบรมหันเป็นเดือนเชียว กว่าจะให้ออกบินเดี่ยวได้ อ้อ!เดี๋ยวนี้ธรรมเนียมในการให้ทิปของฝรั่งเขาอยู่กันที่ 15-20 เปอร์เซ็นต์ของราคาอาหารกันแล้วนะครับ หากใครมีโอกาสไปเที่ยวอเมริกา อย่าเผลอไปให้ทิปแค่ 5-10 เปอร์เซ็นต์เชียว รับรองมีหวังโดนค้อนแย่เลยนะครับ
เรื่องสุดท้ายที่อยากจะพูดถึงก็คือ เรื่องของขั้นตอนในการไปศึกษาต่อ การสมัครเรียนกับทางมหาวิทยาลัยที่อเมริกา และการเตรียมตัวก่อนเดินทาง ขั้นตอนแรกหลังจากที่ได้รับทุนศึกษาต่อแล้ว (ไม่ว่าจะเป็นทุน ก.พ. หรือ พ.ก.) ก็ต้องรีบหามหาวิทยาลัยที่ต้องการจะไปศึกษาต่อในสาขาที่ตนเองต้องการ (ตรงนี้สามารถไปสอบถามที่ ก.พ. ได้) ควรจะเลือกไว้อย่างน้อยสัก 3-5 แห่ง (บางคนสมัครไว้กันพลาดเป็นสิบแห่งก็มี) จากนั้นต้องเข้าไปดูใน website ของมหาวิยาลัยว่าเขามีหลักเกณฑ์ (requirements) อะไรกันบ้าง เพื่อความกระจ่างชัดก็ควรต้องมีการ email ไปหาเจ้าหน้าที่ของคณะที่เราต้องการสมัครด้วย เพื่อให้รู้แน่ชัดเกี่ยวกับคุณสมบัติที่เขาต้องการ ถ้าจะให้ดีก็ต้อง email ไปหาอาจารย์ที่มหาวิยาลัยของเขาสักคนสองคน เผื่อว่าเขาจะมีข้อแนะนำดีๆ หรือเขาอาจจะเป็นคณะกรรมการคัดเลือก (Selection Committee) ก็เป็นได้ จากประสบการณ์ส่วนตัว การทำให้เขาเห็นเรามากขึ้น (Visibility) ถือว่าสำคัญมากๆในการสมัครเรียน หลักเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยอเมริกาทั่วไป ก็จะมีใบสมัคร เงินค่าสมัคร (ราวๆ 50-80ดอลลาร์) เกรดเฉลี่ย (ใช้ Transcript) คะแนนการสอบ Toefl และ GRE, หนังสือจากอาจารย์ที่เมืองไทย (Recommendation Letter) และแถลงความจำนงค์ไปศึกษาต่อ (Statement of Purpose) โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าควรจะให้น้ำหนักไปที่เรื่องของคะแนน Toefl, Recommendation Letter และ Statement of Purpose เกรดเฉลี่ยนั้นเรากลับไปแก้มันไม่ได้แล้ว ส่วนคะแนน GRE นั้นส่วนมากฝรั่งจะเข้าใจว่าข้อสอบมันยากมากและคะแนนของเด็กต่างชาติก็มักจะไม่ดี (ดังนั้นเราจึงต้องเลือกมหาวิทยาลัยที่เหมาะสมกับความสามารถของตนเองด้วยเช่นกัน) หลังจากที่รวบรวมเอกสารทุกอย่างครบแล้ว ต้องดูห้วงเวลาการส่งเอกสารให้ดีเนื่องจากมหาลัยแต่ละแห่งจะมี Deadline ไม่ตรงกัน หลังจากส่งเอกสารไปแล้ว ก็คงต้องแล้วแต่บุญแต่กรรมว่ามหาวิยาลัยจะตอบรับมาหรือไม่ ช่วงนี้ใครอยากไปทำบุญกัน 9 วัดก็คงไม่ว่ากัน หากคุณโชคดี มหาวิทยาลัยตอบรับ คุณก็จะได้รับเอกสารตัวหนึ่งที่เขาเรียกว่า I-20 (สำหรับนักเรียนทุนส่วนตัว) หรือ DS-2019 (สำหรับนักเรียนทุนรัฐบาล) แล้วคุณก็ต้องนำเจ้าเอกสารตัวนี้ไปขอออก Visa จากสถานทูตอเมริกันได้ เท่านั้นคุณก็จะได้บินเหิรฟ้าไปเรียนที่อเมริกาสมความปรารถนา
สำหรับคำแนะนำสำหรับการเตรียมตัวก่อนไปนั้น มีแค่ 2 ประโยคครับคือ 1) “เตรียมใจ” 2) “ทำทุกอย่างที่คุณคิดว่าจะไม่ได้ทำที่โน่น” ที่ว่าเตรียมใจก็คือ เตรียมไปเจอเพื่อนใหม่ ที่อยู่ใหม่ ภูมิอากาศใหม่ อาหารใหม่ การเรียนแบบใหม่และที่สำคัญคือภาษาใหม่ ส่วนที่ว่าทำทุกอย่างที่คุณคิดว่าจะไม่ได้ทำที่โน่นนั้นผมหมายถึง ถ้าคุณอยากเที่ยว ก็ให้เที่ยวให้สุดๆที่เมืองไทย อยากกินอาหารไทยก็กินไปเสียให้เต็มที่ เพราะที่โน่นจะหาอาหารไทยหรือที่เที่ยวแบบดีๆถูกๆคงจะหายาก ผมขอแนะนำว่าไม่ต้องเตรียมอะไรไปมากมายโดยเฉพาะเสื้อผ้า เสื้อผ้าที่โน่นราคาถูก โดยเฉพาะเวลา Sale และคุณภาพดี เวลาเข้าเครื่องอบแล้วไม่หด ที่ควรเตรียมอาจจะเป็นประเภทอาหารแห้ง (เช่น เครื่องแกงผง) รวมทั้งเครื่องเขียน ซึ่งที่อเมริกาถือว่าแพงมาก สุดท้ายก็คงอยากจะฝากในเรื่องของการเตรียมภาษาอังกฤษ หากคุณมีความพร้อมก่อนไปเท่าไร คุณก็จะยิ่งสามารถซึมซับความรู้ต่างๆได้เร็วขึ้นเท่านั้น ผมคงจะไม่สามารถสาธยายข้อแนะนำทั้งหมดลงในพื้นที่อันจำกัดนี้ได้ หากใครที่จะสนใจไปเรียนต่อ ก็ขอเชิญสอบถามได้ที่ potipiroon@gmail.com ครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น